จอร์จ เบสต์ (George Best) ตำนานปีศาจแดง

จอร์จ เบสต์ (George Best)

ตำแหน่ง ศูนย์หน้า
วันเกิด 22 พฤษภาคม 1946 (74 ปี)
สถานที่เกิด เบลฟาสต์, ไอร์แลนด์ เหนือ
ส่วนสูง 175
ทีมชาติ ไอร์แลนด์ เหนือ
เข้าร่วมทีม 22 พฤษภาคม 1963 ufa1688

”หากว่าผมเกิดมาหน้าตาน่าเกลียด บางทีคุณอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อเปเล่เลยก็ได้” นี่คือหนึ่งในหลายประโยคขบขันสุดคลาสสิคที่มาจากปากของ จอร์จ เบสต์ นักฟุตบอลมากพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่พระเจ้าเคยสรรสร้างให้กับวงการฟุตบอลสหราชอาณาจักร

ความเร็ว การทรงตัว วิสัยทัศน์ การคอนโทรน ความสามารถในการสร้างสรรค์เกม และการยิงประตูคือสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวเขาได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น นี่คือนักเตะหมายเลข 7 ของสโมสรที่แม้แต่ เปเล่ เองยังเอ่ยปากชมว่าเป็นดาวเตะที่ดีที่สุดในโลก

เด็กหนุ่มผอมกระหร่องจากเขตเครกัฟของเบลฟาสต์ถูกค้นพบโดย บ็อบ บิช็อป แมวมองของแมนฯ ยู ซึ่งเคยบอกกับ แมตต์ บัสบี้ ด้วยประโยคที่ว่า “เจ้านาย ผมคิดว่าผมได้เจอกับอัจฉริยะเข้าให้แล้ว”

เบสต์ต้องเอาชนะโรคคิดถึงบ้านเกิดก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยวัย 17 ปี ตั้งแต่วันเกิดของเขาในเดือนพฤษภาคม 1963 เขาได้ลงประเดิมสนามในเดือนกันยายน ก่อนที่จะยิงประตูได้ในการลงเล่นนัดที่ 2 ต่อไปไอร์แลนด์เหนือก็เรียกตัวเขาไปติดทีมชาติ

ในฤดูกาล 1964/65 จากการเล่นเคียงข้างกับ เดนิส ลอว์, บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ เดวิด เฮิร์ด เจ้าหนุ่มเบสต์ก็ได้เป็นส่วนสำคัญที่นำทีมปีศาจแดงคว้าแชมป์รายการแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่มิวนิค

ฤดูกาลต่อมาเขานำทีมทำลายล้างเบนฟิก้าในรอบก่อนรองชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ ด้วยฝีเท้าของเขาเอง หลังจากที่ยิงคนเดียว 2 ลูกช่วยให้ทีมบุกไปเก็บชัยชนะ 5-1 ได้ที่ลิสบอน เขาก็ได้รับการขนานนามจากสื่อที่นั่นว่าเป็น “เอล บีเทิ่ลส์” เลยทีเดียว

แชมป์รายการที่ 2 ตามมาในปี 1967 ก่อนที่เบสต์จะมายิงประตูเบนฟิก้าได้อีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ 1968 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำให้ทีมปีศาจแดงเอาชนะไป 4-1 ด้วยจำนวน 28 ประตูที่เบสต์ทำได้ในฤดูกาลดังกล่าว ทำให้เขาได้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทั้งพีเอฟเอ และยุโรป และเขาก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวของManchester United ต่อไปอีก 4 ฤดูกาลหลังต่อไป

เมื่อยุคของบัสบี้ได้ผ่านพ้นไป เบสต์ก็มาประสบปัญหาในเรื่องชีวิตส่วนตัว ซึ่งปีศาจร้ายในตัวเขาก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาต้องเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 2005 ด้วย

เขาเคยแขวนสตั๊ดในปี 1972 ก่อนที่จะเปลี่ยนใจกลับมาเล่นอีกครั้ง โดยคราวนี้เขาย้ายออกจากทีมไปแบบสวยงามในปี 1974 โดยได้ไปเล่นให้กับหลายสโมสรอย่างดันสเทเบิ้ล ทาวน์, ฟูแล่ม, ลอส แอนเจลิส อัซเท็กส์, บริสเบน ไลออนส์ และจิววิช ไกล์ด ของแอฟริกาใต้

โดยรวมแล้วเขาลงเล่นให้กับทีมปีศาจแดงในลีกไป 361 เกม ตะบันประตูไป 136 ลูก และยังคงครอง Stats เป็นดาวเตะแมนฯ ยู ที่ยิงประตูเยอะที่สุดใน 1 เกมหลังผ่านยุคสงคราม โดยเขายิงคนเดียว 6 ลูกในเกมที่เอาชนะนอร์ธแฮมป์ตัน ทาวน์ 8-2 ในเอฟเอ คัพ ปี 1970 รอบ 5

เบสต์เสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 2005 ทางสโมสรได้โอกาสแสดงความไว้อาลัยต่อเขาในเกมเยือนเวสต์ แฮม ยูไนเต็ด ทุกอย่างไปได้สวยในเกมนั้น รุ่นน้องชาวไอริชของเขาอย่าง จอห์น โอเชีย เป็นคนยิงประตูชัยได้ด้วย

เอนเนอร์ วาเลนเซีย (Enner Valencia)

ชื่อ : เอนเนอร์ วาเลนเซีย
เชื้อชาติ : เอกวาดอร์
วันเกิด : 4 พฤศจิกายน 1959
อายุ : 26 ปี
สถานที่เกิด : ซาน ลอเรนโซ่, เอสเมอรัลเดส, เอกวาดอร์
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า
สโมสร : เวสต์ แฮม

เส้นทางค้าแข้งในระดับสโมสร ufa1688.co
เอเมเล็ค
2010
วาเลนเซีย เข้าทดสอบฝีเท้ากับเอเมเล็ค ในปี 2008 จากระบบเยาวชนของคาริเบ จูเนียร์ ทีมเดียวกันกับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่เป็นรุ่นพี่ของเขาปีที่แล้วหน้านั้น ต่อไปเขาก็ได้รับการเซ็นสัญญา แต่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยกับทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่นัดเดียวจากปี 2008 ถึงต้นปี 2010 แต่การเข้ามาคุมทีมของ ฮอร์เก้ ซามเปาลี ทำให้วาเลนเซียได้โอกาสประเดิมสนาม ประตูแรกในระดับอาชีพของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม นำทีมเอาชนะยักษ์ใหญ่ของลีกอย่างควีโต้

2011
ประตูแรกของเขาฤดูกาลนี้มาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซัดประตูโทนให้ทีมเปิดบ้านชนะอิมบาบูร่า ต่อไปก็ทำประตูได้อย่างไม่หยุด จบซีซั่นด้วยผลงาน 9 ประตู จากการลงเล่น30 นัด คว้ารองแชมป์ไปครองเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

2012
2 ประตูแรกในปี 2012 ของวาเลนเซีย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะมาคาร่าไป 3-2 สำหรับซีซั่นนี้ต้องกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา ซัดไป 13 ประตู จากการลงสนาม 40 รัด ยังไงก็ตาม พวกเขากลับทำได้แค่รองแชมป์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่แชมป์เปลี่ยนมือจากควีโต้ ไปเป็นบาร์ซ่า เอสซี

2013
วาเลนเซียเริ่มซีซั่น 2013 ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะมาคาร่าไป 3-0 ประตูแรกของซีซั่นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่คว้าชัยเหนือมันต้าไปแบบสบายๆ 4-1 และเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ก็ทำแฮทริกแรกของตัวเองได้สำเร็จใส่ทีมจากเปรูอย่างสปอร์ต ฮวนกาโย่ ในศึกโคปา ซูดาเมริกานา รอบแรก และในที่สุดเขาก็คว้าแชมป์แรกกับเอเมเล็คได้สำเร็จ รับตั้งแต่อยู่กับทีมนับตั้งแต่ปี 2002

ปาชูก้า (2014)

หลังมีข่าวลือมากมายว่าปาชูก้าให้ความสนใจวาเลนเซีย ในที่สุดทั้ง 2 ทีมก็ตกลงค่าตัวปิดดีลย้ายทีมได้สำเร็จ

วาเลนเซียซัดประตูแรกให้กับทีมได้ในเกมที่เอาชนะติฮัวน่าไป 2-1 ถัดมาก็ยิงอีก 2 ตุงใส่แชมป์เก่าอย่างคลับ เลออน จบซีซั่นปกติเขาครองตำแหน่งดาวซัลโวของลีกที่ 12 ประตู แถมทำแฮทริกได้ในเกมที่บุกไปมีชัยยูเอ็นเอเอ็ม 4-1 นำทีมเข้าสู่รอบเพลย์-ออฟ อเพอทูร่า 2014

เวสต์ แฮม (2014-ทุกวันนี้)

สโมสรดังจากพรีเมียร์ ลีก อย่างเวสต์ แฮม จัดการซื้อตัววาเลนเซียไปร่วมทีมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2014 เซ็นสัญญา 5 ปี ค่าตัว 12 ล้านปอนด์ เขาบอกในภายหลังว่ารู้จักเวสต์ แฮม นิดหน่อยก่อนเซ็นสัญญา จากการได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง ฮูลิแกน ที่ออกภายเมื่อปี 2005

วาเลนเซียลงประเดิมสนามนัดที่หนึ่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2014 ที่พ่ายท็อตแน่ม ฮอตไก่เดือยทอง คาบ้าน 0-1 โดยถูกส่งลงเป็นตัวสำรองแทนคาร์ลตัน โคล ต่อมาในวันที่ 27 สิงหาคม ถูกผู้รักษาประตู มาร์ค โฮเวิร์ด ของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เซฟจุดโทษ ทำให้พวกเขาพ่ายคาบ้านและตกรอบ 2 ลีก คัพ

ประตูแรกของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2014 โดยได้ลงสนาม 90 นาทีเต็ม ในเกมที่เสมอฮัลล์ ซิตี้ 2-2 จากการซัดไกล 25 หลา มีความเร็วอยู่ที่ 98 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2016 เพิ่งโชว์ฟอร์มสุดยอด ซัด 2 ประตูช่วยทีมคว้าชัยเหนือบอร์นมัธไป 3-1

ทีมชาติ

วาเลนเซียเริ่มจากการรับใช้ชาติชุดยู-22 ในศึกแพน อเมริกัน เกมส์ 2011 วาเลนเซียก็ก้าวไปติดทีมชาติเอกวาดอร์ชุดใหญ่ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2012 ลงเตะกระชับมิตรกับฮอนดูรัสเ

หลังจากลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ไป 3 นัด เขาก็ทำประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2013 แต่จบลงด้วยผลเสมอกับฮอนดูรัสไป 2-2

วาเลนเซียมีชื่อติดทีมชาติ และได้ลงประเดิมสนามในศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ที่บราซิลปี 2014 เล่นเกมแรกกับสวิตเซอร์แลนด์ก็ทำประตูได้เลยจากลูกโหม่ง แต่ทีมแพ้ไป 1-2 เกมที่ 2 เหมาคนเดียว 2 ลูก นำทีมชนะฮอนดูรัส 2-1 และก็โชว์ฟอร์มดีไม่หยุด ยิงลูกที่ 3 ใส่โบลิเวีย ช่วยทีมชนะไป 4-0 และประตูสุดท้ายในเกมที่เสมอกับสหรัฐอเมริกาไป 1-1

เกียรติประวัติ
สโมสร

  • ฮอนดูรัส ซีรี เอ 2013

ส่วนตัว

  • ผู้เล่นยอดเยี่ยม ซีรี เอ 2013
  • ดาวซัลโว โคปา ซูดาเมริกานา 2013
  • ดาวซัลโว ลีกา เอ็มเอ็กซ์ 2014

วิลเฟร็ด ซาฮา (Wilfried Zaha)

วิลเฟร็ด ซาฮา (Wilfried Zaha) เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1992 ในเมือง อาบีจาน ของประเทศ ไอวอรีโคสต์ เขาได้เดินทางย้ายตามครอบครัวมาอยู่ในประเทศ England ตั้งแต่ในวัยเด็กและได้เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลกับอคาเดมี่ของสโมสร คริสตัล พาเลซ https://ufa1688.co/

เขาใช้เวลาฝึกซ้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ถึง 4 ปีพร้อมกัน ก่อนที่จะได้รับความสนใจจากบรรดาสื่อต่างๆ ว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะได้รับสัญญาอาชีพเป็นระยะเวลายาวถึง 5 ปีพร้อมกัน และได้ก้าวขึ้นเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของสโมสรฤดูกาล 2010-2011 และตั้งแต่นั้นมาเขาก็ได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญของ คริสตัล พาเลซ ได้ในทันที จนกระทั่งในปี 2013 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เห็นฟอร์มการเล่นของ ซาฮา และได้ตัดสินใจที่จะซื้อตัวเขาเข้าสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในทันที

ประสบการณ์ที่น่าจดจำ กับ ปีศาจแดง
หลังจากที่ วิลเฟรด ซาฮา ได้ก้าวขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของสโมสร คริสตัล พาเลซ และโชว์ฟอร์มเทพออกมาให้แฟนๆ ได้เห็นจดกลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากของนักข่าวหลายสำนัก ทำให้เขาได้รับข้อเสนอเข้ามาอย่างมากมาย ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือระดับตำนาน จะนัดเจอกับเขาเป็นการส่วนตัวและโน้มน้าวใจของเขาให้เลือกย้ายมาค้าแข้งให้กับสโมสร ปีศาจแดง แม้ว่าว่าตัวเขาจะเป็นแฟนคลับของสโมสร ไอ้ปืนใหญ่ ก็ตาม

ในปี 2013 ซาฮา ได้ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 13 ล้านปอนด์ และนี่ยังถือว่าเป็นการ ซื้อ-ขาย นักเตะเป็นครั้งสุดท้ายของกุนซือระดับตำนานของ “เฟอร์กี้” เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนที่จะรีไทร์ออกจากการคุมทัพปีศาจแดง

วิลฟรีด ซาฮา ได้กลายเป็นดาวเตะของ แมนฯ ยู ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงของกุนซือ โดยในเวลานั้นทางสโมสรได้เลือกแต่งตั้ง เดวิด มอยส์ เข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ของทางสโมสร และเริ่มทำทีมไปในทิศทางของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจในตัวของนักเตะรายนี้เลยแม้แต่น้อย นั่นจึงทำให้ ซาฮา เริ่มที่จะไม่มีความสุขกับสโมสรและเกิดความสับสนว่าตัวเองย้ายทำอะไรอยู่

หลังต่อไปไม่นานตัวเขาก็เริ่มมีข่าวในแง่ลบกับกุนซือหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องที่เขามีสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับลูกสาวของ มอยส์ รวมไปถึงข่าวเรื่องการย้ายทีมอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาถูกจับนั่งเป็นตัวสำรองอยู่ตลอดในถิ่น ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาจึงกลายเป็นดาวเตะที่ไม่มีความมั่นใจในฟอร์มการเล่นของตัวเองอีกต่อไป จนกระทั่งฤดูกาล 2014-2015 เขาได้ได้ไปร่วมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในสัญญายืมตัวในระยะเวลา 1 ปีพร้อมกัน

เรียกความมั่นใจกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้
ฤดูกาล 2014-2015 วิลฟรีด ซาฮา ได้ย้ายมาอยู่กับทางสโมสร คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัว จากการคุมทัพของตำนานสไตเกอร์อย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่ได้เข้ามารับงานเป็นกุนซือเป็นครั้งแรกและได้สนใจที่จะดึงตัว ซาฮา เข้ามาเล่นให้กับทางสโมสรแห่งนี้

วิลเฟรด ซาฮา ได้ใช้เวลาปรับตัวเข้าร่วมทีมได้อย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงได้อีกครั้ง เขากลายเป็นกำลังหลักของคาร์ดิฟฟ์และเป็นที่รักของสาวกอย่างมากมาย ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเป็นอย่างมากในช่วงชีวิตการค้าแข้งของเขา ก่อนที่จะได้รับอาการเดี้ยงในช่วงระหว่างการฝึกซ้อม ทำให้เขาต้องถูกส่งตัวกลับมาที่สโมสรสโมสรเพื่อทำการรักษาอาการเดี้ยงในทันที ก่อนที่จะหายกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง และถูกส่งให้กับทาง คริสตัล พาเลซ ยืมตัวไปใช้งานต่ออีกครั้ง

กลับบ้านเก่า คริสตัล พาเลซ อีกครั้ง
หลังจากที่หายเจ็บกลับมา วิลเฟร็ด ซาฮา ได้ถูกทางสโมสร Manchester United ส่งตัวให้ทางทีมเก่าอย่าง คริสตัล พาเลซ ยืมตัวไปใช้งาน เพื่อเรียกฟอร์มสุดยอดของตัวเองกลับมา ซึ่งเขาก็สามารถกลับมาเล่นร่วมเพื่อนเก่าได้อย่างรวดเร็ว โดยเขาได้กลับมาเล่นในถิ่นเซลเฮิสต์พาร์กในตำแหน่งตัวจริงตั้งแต่เกมแรกที่ได้กลับมา และยังช่วยให้สร้างสรรค์เกมรุกให้กับ คริสตัล พาเลซ จนสามารถช่วยให้ทีมหนีรอดและไม่ตกชั้นได้สำเร็จ

จนกระทั่งในช่วงปิดฤดูกาล ซาฮา เริ่มที่จะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองในสโมสร Manchester United และได้ตัดสินใจรับข้อเสนอซื้อขาดจากทางสโมสร คริสตัล พาเลซ ในทันที เพราะต้องการที่จะลงสนามตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ

เขาได้กลับมาเป็นนักฟุตบอลของสโมสร คริสตัล พาเลซ อีกครั้ง โดยได้รับการต้นรับกลับบ้านจากเหล่าสาวกเป็นอย่างดี ทำให้เขามีความรู้สึกอบอุ่นและพร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมสู้ศึก Premier League Season ต่อไปอีกครั้ง เขาเริ่มฝึกซ้อมและเข้าฟิตเนสหนักขึ้น เพื่อเสริมสร้างร่างกายของตัวเองให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะกลับมามีฟอร์มการเล่นที่สุดยอดได้อีกหนึ่งครั้ง ซาฮา พัฒนาฝีเท้าของตัวเองขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถติดทีมยอดเยี่ยมของ Premier League ประจำอาทิตย์ได้อย่างหลายครั้ง ลีลาการเล่นของเขาเปรียบเสมือนเป็นฝันร้ายของกองหลังของทีมคู่แข่ง เพราะยากที่จะเข้าถึงบอลได้ จนสามารถอัพค่าตัวขึ้นไปถึง 70 ล้านปอนด์ ได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งช่วงเปิดตลาดก่อนเริ่มฤดูกาล เขากลายเป็นดาวเตะที่ได้ถูกสนใจจากมากมายสโมสร และดูเหมือนว่าเขาก็มีความต้องการที่อยากจะก้าวขึ้นไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ บนเวทีระดับรุโรป และเกือบที่จะได้ย้ายไปค้าแข้งอยู่กับสโมสร ไอ้ปืนใหญ่ ในที่สุด แต่เนื่องจากงบประมาณในการใช้จ่าย ซื้อ-ขาย นักเตะของสโมสร ไอ้ปืนใหญ่ มีไม่เพียงพอที่จะซื้อตัว วิลเฟรด ซาฮา ไปร่วมทีมได้ ทำให้ดีลการย้ายทัพของเขายังคงไม่เกิดขึ้นแม้แต่อย่างใด

การลงเล่นทีมชาติของ วิลเฟรด ซาฮา
ซาฮา เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับอคาเดมี่ของสโมสร คริสตัล พาเลซ และได้โชว์ฟอร์มการเล่นที่สุดยอดออกมาจนมีชื่อติดทีมชาติเมืองผู้ดีในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ก่อนที่ในปี 2012 เขาจะถูกเรียกตัวติดทีมชาติเมืองผู้ดีในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี อีกครั้ง ก่อนที่จะมีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ England ชุดใหญ่ แต่เขากลับเลือกที่จะปฏิเสธการติดทีมชาติในครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะเล่นให้กับทีมชาติไอวอรีโคสต์ เพราะเป็นชาติบ้านเกิดของเขา และต้องการที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อประเทศ ไอวอรีโคสต์ อีกด้วย

เขามีชื่อติดทีมชาติไอวอรีโคสต์ ครั้งแรกเดือนมกราคม 2017 ในการแข่งขัน แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ โดยเขาได้ลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกในฐานะตัวสำรองในเกมนัดอุ่นเครื่องกับทีมชาติสวีเดน ซึ่งเขาก็สามารถช่วยให้ทีมชาติไอวอรีโคสต์ เอาชนะไปได้ 2-1 ก่อนที่การแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวเขาก็สามารถนำทีมชาติไอวอรีโคสต์เข้ารอบลึกได้ จากสไตล์การเล่นที่มีความคล่องตัว และยังสามารถเล่นได้ทั้งริมเส้นทั้ง 2 ฝั่ง เขาจึงเป็นดาวเตะที่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างสม่ำเสมอ

เกียรติประวัติและรางวัลส่วนตัวของ วิลฟรีด ซาฮา
สโมสร คริสตัล พาเลซ
แชมป์การแข่งขันแชมเปี้ยนส์ชิพเพลย์ออฟ : 2013
สโมสร แมนฯ ยูแชมป์เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ : 2013


รางวัลส่วนตัว
นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน : ตุลาคม 2012, สิงหาคม 2018
ทีมยอดเยี่ยม แชมเปี้ยนส์ชิพ ประจำซีซั่น : 2012-2013
นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี : 2013
นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของ สโมสร คริสตัล พาเลซ : 2015-2016, 2016-2017, 2017-2018

ประวัติ Bruno Fernandes ( บรูโน่ เฟอร์นานเดส )

ประวัติ Bruno Fernandes ( บรูโน่ เฟอร์นานเดส ) เกิดวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 นักเตะสัญชาติ โปรตุเกส ความสูง 1.79 เมตร หรือ 5 ฟุต 10 นิ้ว ตำแหน่งกองกลาง ปัจจุบันเล่นให้กับทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ใส่เสื้อเบอร์ 18

บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มเล่นบอลนัดแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta ต่อมาเล่นให้กับสโมสรบอลเบาวิสต้า ทีเด็ดวันนี้เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 เช็คผลบอลและได้ย้ายร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017 ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้งใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส ทีเด็ดวันนี้สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อให้นร่วมทีมได้อย่างดีราคาบอลวันนี้
โปรแกรมบอลวันนี้
แต่ในต้นปี 2020 เช็คผลบอลได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ

เช็คผลบอล,ทีเด็ดวันนี้,เซียนบอล,ราคาบอลวันนี้,โปรแกรมบอลวันนี้

เช็คผลบอล Bruno Fernandes ได้เริ่มเล่นบอลทีมชาติโปรตุเกสนัดแรกในระดับเยาวชนปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ทีเด็ดวันนี้ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้ร่วมเล่นบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นนัดแรก

เช็คผลบอล
ทีเด็ดวันนี้
เซียนบอล
ราคาบอลวันนี้
โปรแกรมบอลวันนี้

ลีออน โกเรทซ์ก้า หนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งและหล่อมาก !!

ลีออน โกเรทซ์ก้า
วันเกิด : 6 กุมภาพันธ์ 1995
ที่เกิด โบคุ่ม, เยอรมัน
สัญชาติ เยอรมัน
ส่วนสูง 189 เซนติเมตร
ตำแหน่ง มิดฟิลด์


ลีออน โกเรทซ์ก้า เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวเยอรมัน ที่เริ่มพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในแข้งที่น่าจับตามองเยอะที่สุดในยุโรป ทุกวันนี้สังกัดอยู่ในสโมสร ชาลเก้ 04 ยอดทีมในศึก บุนเดสลีก้า เยอรมัน และล่าสุดเพิ่งติดทัพ “อินทรีเหล็ก” ชุดลุยศึก คอนเฟเดอเรชั่นส์ 2017 ที่ประเทศ รัสเซีย อีกด้วย


เส้นทางอาชีพของ โกเรทซ์ก้า เริ่มต้นขึ้นกับ เอสวี 06 โบคุม ในปี 1999 โดยตัวเขาลงเล่นขัดเกลาฝีเท้าเป็นเวลา 2 ปี ก่อนได้ย้ายมาเล่นให้ เฟาเอฟแอล โบคุ่ม ในปี 2001 และโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดเรื่อยมา วันที่ 30 กรกฏาคม ปี 2012 โกเรทซ์ก้า คว้าเหรียญทองฟริตซ์ วอลเตอร์ รางวัลสูงสุดประจำปีของสมาคมฟุตบอลเยอรมันที่จะมอบให้กับแข้งเยาวชนของ ประเทศโดย โกเรทซ์ก้า อยู่ในชุด ยู 17 ต่อมาเส้นทางอาชีพค้าแข้งของตัวเขาก็เริ่มต้นขึ้น วันที่ 4 สิงหาคม ปี 2012 ได้ลงประเดิมสนามนัดที่หนึ่ง ในเวทีลีก้า 2 นัดที่ โบคุม เปิดบ้านเชือด ดินาโม เดรสเดน 2-1 ซึ่งตัวเขาสามารถยิงประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย
ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมกับ โบคุ่ม จนไปเตะตาแมวมองของ ชาลเก้ 04 ทีมดังในศึกบุนเดสลีก้าและดึงตัว ลีออน โกเรทซ์ก้า มาร่วมทีมในเดือน มิถุนายน ปี 2013 ก่อนที่ทัพ “ราชันสีน้ำเงิน” จะประกาศยืนยันว่าพวกเขาได้ซื้อตัว โกเรทซ์ก้า มาร่วมทีมแล้วด้วยการเซ็นสัญญา 5 ปี จนถึงปี 2018 ส่วนราคาคาดว่าอยู่ที่ราว 3-4 ล้านยูโร ซึ่งตัวเขาสวมเสื้อหมายเลข 8 ที่เจ้าของก่อนหน้านี้คือ ซิเปรียน มาริก้า ดาวเตะชาวโรมาเนีย ตารางผลบอล

ส่วนฤดูกาลล่าสุด 2016/17 ลงสนามรวมทุกรายการ 41 นัด ยิงได้ 8 ประตู และทำไป 4 แอสซิส จนกลายเป็นข่าวได้รับความสนใจจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น หงส์แดง, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์และ แมนเชเตอร์ ซิตี้

ทีมชาติเยอรมัน
ลีออน โกเรทซ์ก้า ติดธงทีมชาติครั้งแรกในชุด ยู-16 ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี 2010 ในนัดกระชับมิตรกับ ไอร์แลนด์เหนือ และตัวเขาสามารถยิงประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย จากฟอร์มที่ร้อนแรงของตัวเขาทำให้ไม่นานหลังต่อไป โกเรทซ์ก้า ก็ก้าวขึ้นมาติดธงชาติเยอรมันชุด ยู-17 โดยได้โอกาสลงสนามครั้งแรกในเกมที่ทัพ “อินทรีเหล็ก” ถล่มตุรกี 4-0 ในวันที่ 24 สิงหาคม ปี2011 ทีเด็ดบอลเต็ง
พฤษภาคม ปี 2012 ลีออน โกเรทซ์ก้าได้สวมบทเป็นกัปตันทีมชาติเยอรมันชุด ยู-17 ลุยศึกฟุตบอลรายการ UEFA ยู-17 ฟุตบอล แชมเปี้ยนสชิพ ที่ประเทศ สโลวีเนีย และพาทัพ “อินทรีเหล็ก” วัยละอ่อนเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ฮอลแลนด์ได้สำเร็จ และในนัดชิงชนะเลิศดังกล่าว โกเรทซ์ก้า จัดการซัดประตูเบิงร่องให้เยอรมัน ยู-17 ขึ้นนำ ทัพ “อัศวินสีส้ม” 1-0 ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยการเสมอ 1-1 และพวกเขาดวลจุดโทษพ่าย ฮอลแลนด์ 4-5 พลาดคว้าแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

ทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่
วันที่ 8 พฤษภาคม 2014 โกเรทซ์ก้า ถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ครั้งแรก ภายใต้การคุมทัพของ โยอาคิม เลิฟ ซึ่งตัวเขาได้ลงประเดิมสนามครั้งแรกในทีมชุดใหญ่ นัดที่ เยอรมัน เสมอ โปแลนด์ 0-0 แต่ทว่าตัวเขาโชคร้ายได้รับเดี้ยงกล้ามเนื้อจนถูกตัดชื่อออกพลาดโอกาสไปลุยศึก ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งสุดท้ายแล้วทัพ “อินทรีเหล็ก” ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นสมัยที่ 4 และปี 2017 โกเรทซ์ก้า มีชื่อติดทีมชาติเยอรมัน ชุดลุยศึก คอนเฟเดอเรชั่นส์ 2017 ที่ประเทศ รัสเซีย

สไตล์
ลีออน โกเรทซ์ก้า ถูกเชิดชูว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีพรสวรรค์เยอะที่สุดในวงการฟุตบอลเยอรมัน ถึงขนาดที่ ปีเตอร์ นอยรูเรอร์ กุนซือ โบคุ่ม ออกปากให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กอายุ 18 ปี คนไหนที่มีศักยภาพมากมายไปกว่า โกเรทซ์ก้า เขาคือสุดยอดแข้งที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในรอบศตวรรษ” ตารางฟุตบอลวันนี้